ปมอัยการสั่งสอบคดี กลไกถ่วงดุลยุติธรรม

จบไม่ลงกลับมาเป็นใจความสำคัญร้อนอีก คดีศิลปินสาวมีชื่อตกเรือสปีดโบ๊ตเสียชีวิตในแม่น้ำเจ้าพระยา” เมื่อตำรวจสรุปสำนวนการตายคราวนี้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความประมาทและสะเพร่าของคนบนเรือส่งให้ อัยการจังหวัดนนทบุรี” แล้ว คราวหลังก็มีสั่งให้เจ้าหน้าที่สอบสวนทำการสอบเพิ่มอีกกว่า 20 หัวข้อ

เนื่องจาก “สำนวนส่งมายังไม่สมบูรณ์และไม่รัดกุมพอสั่งฟ้องผู้ต้องหา” กลายเป็นกระแสให้สังคมถกเถียงกันบนสื่อโซเชียลฯ “ประชาชน” ต่างเกิดความสับสน ตั้งข้อสงสัยในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนมากมายแล้ว ไม่นาน “ตำรวจ” ก็ออกมาชี้แจงยืนยันหลักการทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ทว่าในทางกฎหมายแล้ว “กรณีอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบคดีเพิ่มมิใช่เรื่องใหม่” อันเป็นปกติในการดำเนินการตามหน้าที่เพราะหากเห็นว่า “สำนวนคดีมีประเด็นสงสัย ขาดความชัดเจน” อัยการสามารถอาศัยอำนาจตาม ป.วิอาญา ม.143 สั่งให้ตำรวจดำเนินการรวบรวมหลักฐาน หรือสอบสวนเพิ่มเติมได้ ไพ่แคง

นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีอาญา ให้ข้อมูลว่า ตามหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญาทั่วไป “อัยการ” ทำหน้าที่ตรวจเช็กข้อมูลข้อเท็จจริง ในการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีอาญาตามที่ “พนักงานสอบสวน” ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมส่งมาเป็นสำนวนให้พิจารณาสั่งคดีหรือไม่

ถ้าเห็นว่า “การสอบสวนไม่ชัดประเด็นเรื่องใด หรือพยานหลักฐานได้ไม่ครบสมบูรณ์” อัยการมีอำนาจตามกฎหมายสามารถสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือสอบสวนเพิ่มเติมจนกว่าจะทราบข้อเท็จจริงแห่งความผิดนั้น เพื่อจะนำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ

แล้วพนักงานสอบสวนก็ไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งนั้นได้ เพียงแต่ในทางปฏิบัติบางครั้งอาจบิดพลิ้วไปทางอื่นบ้าง เช่น ตรวจสอบไม่ได้ ตามหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมไม่เจอ

อย่างกรณีเมื่อหลายปีก่อน “คดีการชุมนุมของนักการเมืองท่านหนึ่ง” พนักงานสอบสวน และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่ผู้ต้องหาไม่มาตามหมายนัด “จนต้องขอศาลออกหมายจับ” แล้วมีหนังสือด่วนส่งถึงตำรวจเร่งจับกุมตัวมาให้ “อัยการฟ้องต่อศาล” สุดท้ายไม่สามารถนำตัวมาได้ตามกำหนดอายุความ

สะท้อนให้เห็นในทางปฏิบัติตามจริง “บางกรณีอัยการไม่มีอำนาจบังคับให้ตำรวจทำได้ เพียงแต่สั่งการตามอำนาจในทางกฎหมายได้เท่านั้น” แล้วถ้าสมมติว่า “ตำรวจไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยใดๆได้” เพราะอัยการมิใช่ผู้บังคับบัญชาในสายงานโดยตรงของตำรวจ

ถ้าเปรียบเทียบกับ “อัยการเกาหลีใต้” ที่มีความใกล้ชิดในการกำกับดูแลการสอบสวนคดีอาญาได้มากกว่า “อัยการในประเทศไทย” เพราะงานด้านการสอบสวนเป็นอำนาจของตำรวจจนทำให้ดูเหมือนว่า “คดีอาญาแยกกันทำ” ทั้งที่จริงตามหลักการทำงานระหว่างอัยการและพนักงานสอบสวนควรต้องเป็นหน่วยงานเดียวกัน

เพื่อสามารถสั่งการได้ทันที “ไม่ต้องออกเป็นหนังสือ” นำมาซึ่งเกิดความล่าช้ามากเกินไป

ถัดมาประเด็น “อัยการสั่งพนักงานสอบสวนคดีดาราสาวเสียชีวิต สอบเพิ่ม 20 ประเด็น” เรื่องนี้มิใช่ว่าตำรวจกระทำผิดใดๆ “เพียงแต่อัยการอาจเห็นบางประเด็นไม่ชัดเจน” จำเป็นต้องทำให้สำนวนสมบูรณ์พอต่อการส่งฟ้องผู้ต้องหา แล้วยิ่งคดีนี้ประชาชนให้ความสนใจ มาตรฐานกระบวนการพิจารณาสั่งฟ้องจะสูงกว่าปกติ

ทั้งตั้งองค์คณะทำงานรวบรวมพยานหลักฐาน ค้นหาข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัยทั้งปวง เพราะมิใช่ว่าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนมาแบบใดก็มีคำสั่งฟ้องไปแบบนั้นโดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบ เช่นนั้นอัยการก็คงไม่แตกต่างกับบุรุษไปรษณีย์ที่มีหน้าที่รับส่งจดหมายเท่านั้นหรือไม่

อย่าลืมว่า “ถ้าพยานหลักฐานบกพร่องไม่เพียงพอฟ้องตามข้อหานั้น” แต่กลับดึงดันฟ้องแล้วต่อมาศาลพิจารณายกฟ้องคดี “ย่อมเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง” เพราะถ้าสมมติว่า ภายหลังมีหลักฐานสำคัญโผล่ขึ้นมาใหม่ หรือมีพยานเห็นเหตุการณ์มายืนยันชัดเจนก็จะไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้เลย

ตาม ป.วิอาญา ม.39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (4) คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดความผิดได้ฟ้องนั้น

ตามหลักโดยทั่วไป “กรณีมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มยังไม่สิ้นข้อสงสัย” ส่วนใหญ่อัยการมักมีคำสั่งไม่ฟ้องให้ชัดเจนแล้ว “ค่อยออกมาชี้แจงต่อสังคมถึงสาเหตุ” แต่การไม่สั่งฟ้องนั้น “มิใช่ว่าผู้ต้องหาไม่ผิด” เพียงแต่พยานหลักฐานที่มีมาไม่พอฟ้องตามข้อกล่าวหาที่ต้องการในขณะนั้น

ต่อมาปรากฏพบพยานหลักฐานใหม่ภายในอายุความยังสามารถนำมาฟ้องได้เช่นเดิม

ต้องเข้าใจว่า “มาตรฐานการพิจารณาคดีของศาล” ต้องรับฟังพยานหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัยว่า “ผู้ต้องหาได้กระทำความผิดนั้นจริง” พูดตามทฤษฎีก็คือ “ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน” จึงจะพิจารณาตัดสินลงโทษได้ แต่ในส่วน “พนักงานสอบสวน” มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอต่อฟ้องคดีนั้น

ดังนั้น อัยการจำเป็นต้องยืนอยู่บนบรรทัดฐานแห่งความแน่ใจว่า “การสั่งฟ้องสามารถพิสูจน์การกระทำความผิดนั้นได้” เพื่อให้ศาลสิ้น

ข้อสงสัยในการพิจารณาพิพากษาลงโทษ

ยิ่งเป็นคดีโด่งดังปรากฏข้อสงสัยบนหน้าสื่อมากมาย “อัยการ” ก็มิใช่

จะยึดอ่านเฉพาะตามสำนวนคดีอย่างเดียวเสมอไป แต่ความจริงก็ “มีการติดตามข้อมูลข่าวสารเช่นกัน” เพราะบางครั้งอาจเห็นข้อพิรุธข้อสงสัยแล้วให้พนักงานสอบสวนทำการสอบเพิ่ม เพื่อสำนวนจะได้แน่นหนา ชัดเจนสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

ตามหลักกรณี “อัยการสั่งไม่ฟ้อง” สำนวนคดีจะถูกส่งไป “ผบช.ภ.” พิจารณาความเห็นตามคำสั่งไม่ฟ้องนั้นหรือไม่ ถ้าเห็นแย้งมักระบุเหตุผลแล้วส่งสำนวนมายัง “อัยการสูงสุด” วินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

ส่วนกรอบการทำงานในคำสั่งสอบเพิ่มแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก…

“ยึดตามอายุความของคดี” ตามป.วิอาญา ม.95 ส่วนที่สอง…“ยึดตามเวลาพอสมควร” เช่น สอบพยานเพิ่มเติม 2-3 ปากก็อาจกำหนด 15 วัน

หากต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเยอะอาจกำหนด 30-60 วัน ถ้าใกล้ครบกำหนดจะมีหนังสือทวงถาม 3 ครั้งแรก ถูกส่งหาผู้กำกับสถานี ครั้งที่ 4 ส่งไป ผบก.ภ.จ. ครั้งที่ 5 ส่งไป ผบช.ภ. ครั้งที่ 6 ส่งไป ผบ.ตร.ตามลำดับ

ข้อสังเกตกรณี “ผู้ต้องหาถูกฝากขังในเรือนจำ” ปกติมีอำนาจควบคุมได้ไม่เกิน 84 วัน ถ้าเกินกว่านั้นฟ้องไม่ได้ “ต้องปล่อยตัว หรือคืนหลักประกันกรณีประกันตัวชั่วคราว” หากอัยการสั่งฟ้องก็ค่อยจับตัวมาใหม่

จริงๆแล้ว “สำนวนของพนักงานสอบสวนส่งมายังอัยการ 40%” มักปรากฏสำนวนไม่สมบูรณ์ในประเด็นปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ต้องมีการสอบเพิ่มเติมให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพราะการปฏิบัติงานจริง “พนักงานสอบสวน” ทำงานเพียงลำพังคนเดียว ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ ตรวจที่เกิดเหตุ สอบปากคำ และสรุปสำนวนคดีส่งอัยการ

ยิ่งกว่านั้นตำรวจสายงานอื่นถูกย้ายมาทำงานด้านสอบสวน “ขาดความชำนาญ” ก็ทำให้บางครั้งการรวบรวมพยานหลักฐานอาจไม่สมบูรณ์ได้ด้วยเช่นกัน

มีคำถามว่า “อัยการทำการสอบสวนเองได้หรือไม่…?” ตามหลักไม่สามารถทำได้ เว้นแต่ “ตำรวจส่งสำนวนคดีมาให้อัยการแล้ว” จึงมีอำนาจเรียกดูพยานหลักฐาน หรือลงตรวจสอบข้อเท็จจริงอื่นได้

เรื่องนี้ “อัยการพยายามผลักดันให้มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตั้งแต่แรก” เน้นคดีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงในคดีแต่แรกไม่ต้องรอพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พิจารณาสั่งคดี

เปรียบเทียบการทำสำนวนให้เห็นภาพชัด อย่างเช่น “ทำแกงไก่” พนักงานสอบสวนเป็นเสมือนผู้ช่วยพ่อครัว ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน แสวงหาเครื่องปรุง “อัยการคือพ่อครัว” คัดกรองสิ่งไม่เกี่ยวข้องออกตั้งแต่ต้นแล้ว “ปรุงรสชาติให้กลมกล่อมสมบูรณ์” เห็นทางคดีสั่งฟ้องส่งสำนวนไปยังศาลทำหน้าที่ชิม ตัดสินคดีต่อไป

นี่คือหลักถ่วงดุลอำนาจ กำหนดให้ “อัยการ” มีหน้าที่ตรวจกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของ “พนักงานสอบสวน” อันเป็นการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ นำคนกระทำผิดเข้าสู่กลไกกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน…

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*